อาหารว่างอร่อยฟินๆในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของคนญี่ปุ่น

ย่างเข้าช่วงฤดูใบไม้ร่วง ญี่ปุ่นอากาศเปลี่ยนแปลง มีฝนตกบ่อยเนื่องจากอิทธิพลพายุ และอุณหภูมิเริ่มเย็นลง มารู้จักอาหารว่างที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและอร่อยฟินๆ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาวที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานกันนะคะ

มันเผา (Yaki imo)

ฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงแห่งการเก็บเกี่ยวผลผลิตของมันเทศญี่ปุ่น มันเทศถูกนำมาเปลี่ยนเป็นเมนูของว่างต่างๆ แต่เมนูที่เป็นที่นิยมในยามที่ร่างกายต้องการความอบอุ่นคือมันเผาอุ่นๆ เนื้อมันนุ่มฉ่ำหวาน สามารถหาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อบางแห่ง และตามรถขายมันเผาซึ่งจะมีให้ได้อร่อยเพียงช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวเท่านั้น

โอเด้ง (Oden)

โอเด้งเป็นอาหารญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่ใช้น้ำซุปจากสาหร่ายคอมบุและปลาแห้งคัตสึโอะบุชิ และมีเครื่องต่างๆ เช่น เต้าหู้ ไข่ต้ม บุก หัวไชเท้า และผลิตภัณฑ์จากปลา เช่น สะสึมาอาเกะ (satsumaage) ฮันเปน (hanpen) และชิคุวะ (chikuwa) เป็นต้น คนญี่ปุ่นมักจะต้มโอเด้งอุ่นๆ รับประทานในวันที่อากาศหนาว แต่ทั้งนี้สามารถหาโอเด้งมารับประทานง่ายๆจากร้านสะดวกซื้อซึ่งมักวางขายโอเด้ง เพื่อให้ลูกค้าเลือกซื้อและเลือกตัดได้ตามชอบในราคาชิ้นละตั้งแต่ 70-100 เยน โดยทั่วไปโอเด้งจะวางขายเพียงช่วงปลายฤดูร้อนถึงปลายฤดูหนาวเท่านั้น โอเด้งจึงเป็นอาหารที่ทำให้รู้สึกว่าความหนาวจะเข้ามาเยือนอีกแล้ว

ทาโกยากิ (Takoyaki)

ทาโกยากิเป็นของว่างที่มีชื่อเสียงแห่งเมืองโอซาก้าที่สามารถหารับประทานได้ทั่วญี่ปุ่น ข้อควรระวังเล็กน้อยของการรับประทานทาโกยากิคือ อย่าเอาทาโกยากิที่เพิ่งรับจากมือคนขายเข้าปากเลยในทันทีทันใด เพราะอาจจะลวกลิ้นได้ ค่อยๆ เป่าให้เย็นลงมาหน่อยแล้วจึงเอาเข้าปาก การรับประทานทาโกยากิในยามหนาวนอกจากจะทำให้ท้องอิ่มแล้วยังทำให้ร่างกายอบอุ่นมีความสุขขึ้นด้วยค่ะ

ไทยากิ (Taiyaki)

 

ไทยากิเป็นขนมรูปปลาที่มีไส้ต่างๆ ได้แก่ ถั่วแดงกวน เกาลัดกวน ครีมคัสตาร์ด และช็อกโกแลต เป็นต้น ขนมไทยากิที่ย่างเสร็จใหม่จะกรอบนอกนุ่มในและมีรสชาติหวานอร่อย เป็นหนึ่งในตัวเลือกของของว่างที่ช่วยคลายหนาวให้คนญี่ปุ่นได้ดีไม่น้อย

ซาลาเปาไส้หมูหรือนิคุมัง (Nikuman)

นิคุมังเป็นอาหารว่างที่ญี่ปุ่นนำมาจากประเทศจีนในชื่อ Chuukaman (ซาลาเปาสไตล์จีน) ซึ่งได้รับความนิยมชื่นชอบจากคนญี่ปุ่น สามารถหาซื้อนิคุมังทั่วไปตามร้านจำหน่ายอาหารจีน ซุปเปอร์มาเก็ต และร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่ทั้งนี้ร้านสะดวกซื้อจะวางจำหน่ายนิคุมังเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ร่วงถึงปลายฤดูหนาวเท่านั้น นิคุมังร้อนๆ เป็นอาหารว่างที่เป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่นทุกเพศวัย ในยามหนาวไม่มีอะไรจะฟินได้เท่ากับการเดินรับประทานนิคุมังอุ่นอร่อยๆ คลายหิวไปพร้อมๆกับการคลายหนาวอีกแล้ว

ความสุขอย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่นคือการรู้สึกว่าอาหารนั้นอร่อยไปตามฤดูกาลที่เปลี่ยนไป อาหารหลายอย่างที่รสชาติดังเดิมแต่อร่อยเพิ่มเมื่ออากาศเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับกล้วยแขกร้อนๆบ้านเราที่อร่อยมากๆ ในวันที่ฝนตก          สล็อตเว็บตรง

“พิธีชงชา” ไม่ใช่แค่ศาสตร์ แต่คือศิลป์ที่ทำให้เข้าถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่น

พิธีชงชา หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ซะโด (茶道) เป็นหนึ่งในศิลปะที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และเป็นศิลปะที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นอย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น หากเรามีความรู้และเข้าใจในมารยาทพื้นฐานของการชงชาก็จะทำให้เข้าถึงเสน่ห์และความลึกซึ้งของพิธีนี้มากขึ้น

ปกติแล้วพอพูดถึงพิธีชงชา คนทั่วไปน่าจะนึกถึงขั้นตอนและกรรมวิธีการชงชาเขียวหรือ “มัชฉะ” (抹茶) แต่ในความเป็นจริงแล้ว นอกเหนือจากขั้นตอนในการชงแล้ว ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยในเรื่องมารยาทต่างๆ ที่ทั้งฝั่งเจ้าภาพและฝั่งผู้ที่เป็นแขกในพิธีควรปฏิบัติ ทำให้เรามักเห็นคำในภาษาอังกฤษที่เรียกพิธีนี้ว่า Tea ceremony ซึ่งสื่อให้เห็นความละเอียดอ่อนและมีขั้นตอน ราวกับว่าเป็นการทำพิธีกรรมเลยทีเดียว

กล่าวคือ แขกในพิธีชงชาสามารถเพลิดเพลินไปกับรสชาติของชาเขียว ในขณะเดียวกันก็สามารถเข้าถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่สืบทอดการมาแต่เดิม ผ่านการปฎิบัติตามมารยาทต่างๆในการเข้าร่วมพิธีในห้องสไตล์ญี่ปุ่นนี้

เสน่ห์ของพิธีชงชา

พิธีชงชา (茶道 หรือ Tea ceremony)

ว่ากันว่าหากได้สัมผัสถึงสิ่งต่างๆ ที่ใช้ในพิธีชงชา เช่น ภาชนะดินเผา ดอกไม้ตามฤดูกาลที่ใช้สำหรับตกแต่ง รวมถึงของหวานต่างๆ ที่รับประทานคู่กับชา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของที่เราไม่ค่อยได้พบเจอในการใช้ชีวิตประจำวันนั้น จะทำให้สามารถเข้าถึงความลึกซึ้งและเริ่มมีความสนใจในวัฒนธรรมการชงชามากขึ้น หลายคนเริ่มสนใจจนหันมาศึกษาอย่างจริงจังจนทำให้เริ่มมีงานอดิเรกที่เกี่ยวข้องกับของเหล่านี้เลยด้วย

ตามปกติแล้ว เรามักจะเห็นผู้เข้าร่วมพิธีนั่งคุกเข่าบนพื้นเสื่อทาทามิระหว่างร่วมพิธี อาจมีหลายคนคิดว่าการนั่งคุกเข่าเป็นเวลานานเป็นเรื่องยาก แต่ในปัจจุบันมีสำนักชงชาหลายๆ แห่งที่อนุญาตให้นั่งบนเก้าอี้เตี้ยๆ ที่เรียกว่า “เก้าอี้เซสะ”「正座イス」ได้ หรือแม้แต่ในพิธีชงชาที่เรียกว่า “ริวเร”「立礼式」ก็สามารถนั่งบนเก้าอี้ปกติเล่นชงชาบนโต๊ะได้เช่นกัน

 

 

นอกจากนี้ สำหรับบางคนที่คิดว่ารสชาติของชาเขียวนั้นขมเกินไป ก็สามารถขอให้ผู้ชงทำให้ชารสชาติอ่อนลงได้ เพราะจริงๆ แล้ววัตถุประสงค์ของพิธีชงชาคือต้องการให้แขกมีความสุขไปกับการลิ้มรสชา และได้รับความประทับใจจากการต้อนรับขับสู้ของเจ้าภาพ ดังนั้นในฐานะแขกเราอาจไม่จำเป็นต้อนเข้มงวดกับการปฏิบัติตามพิธีรีตรองทั้งหมด และสามารถผ่อนคลายในการเข้าร่วมพิธีชงชาได้บ้าง

อีกหนึ่งเสน่ห์ของพิธีชงชาคือแขกสามารถรู้สึกผ่อนคลายในความเป็น “วะบิซะบิ”「わびさび」หรือความงามที่ไม่สมบูรณ์แบบ โดยเราสามารถรู้สึกได้ถึงความสงบและดื่มดำกับความงดงามของศิลปะการชงชาที่มักจัดขึ้นในห้องเล็กๆ ที่เรียบง่าย

นอกจากนี้ดอกไม้ที่ใช้ตกแต่งในพิธีซึ่งเรียกว่า “ฉะบะนะ”「茶花」เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้และต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากศาสตร์การตกแต่งดอกไม้นี้แตกต่างจากกรณีทั่วๆ ไป เช่น มีดอกไม้บางประเภทที่ห้ามนำมาใช้ในพิธีด้วย เป็นต้น

ประวัติของพิธีชงชา

พิธีชงชาได้รับความนิยมในญี่ปุ่นมาตั้งแต่ยุคกลาง โดยสมัยนั้นจะเรียกว่า “ฉะโนะยุ”「茶の湯」แต่มักเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “วะบิฉะ”「わび茶」ซึ่งได้รับการพัฒนาแบบแผนและเผยแพร่โดยบุรุษนามว่า “เซ็นโนะริคิว”「千利休」 โดยวิถีการชงชาแบบนี้จะเน้นรูปแบบความงามที่เรียบง่ายและสื่อถึงความความสงบ ซึ่งแตกต่างจากพิธีชงชาอันหรูหราอลังการและหวือหวาที่เหล่าไดเมียวหรือเจ้าเมืองในสมัยนั้นนิยมกัน และว่ากันว่ารูปแบบและอุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีชงชาในปัจจุบันก็มาจากการออกแบบและคิดค้นวิธีการจัดเรียงโดยริคิว

ตั้งแต่ประมาณช่วงกลางยุคเอโดะ (ยุคเอโดะอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1603-1868) วิถีการชงชาได้รับความนิยมอย่างมาก แม้ว่าหลังจากนั้นความนิยมจะเริ่มลดลงเนื่องจากการล่มสลายของระบอบซามุไรและเข้าสู่ยุคเมจิ (ยุคเมจิอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1868-1912) ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศญี่ปุ่นเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามากขึ้น ทำให้มีกลุ่มคนผู้ต้องการอนุรักษ์วิถีนี้ไว้ต้องพยายามอย่างมากที่จะคงวัฒนธรรมการชงชาให้เหมือนแบบฉบับดั้งเดิมมากที่สุด แต่ในทางกลับกัน เมื่อญี่ปุ่นเปิดรับชาติตะวันตกมากขึ้นก็ช่วยทำให้พิธีชงชาก็กลายเป็นที่รู้จักของชาวตะวันตกด้วยเช่นกัน โดยมีชายนามว่า “โอคุระ เท็นชิน”「岡倉天心」เป็นผู้มีบทบาททำให้พิธีชงชาเป็นที่รู้จักแพร่หลาย

 

โอคุระซึ่งขณะนั้นอาศัยอยู่ที่มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เขียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษให้ชื่อว่า “The Book of Tea” เพื่อเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมการชงชาของญี่ปุ่น โดยหนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ชาวตะวันตก อีกทั้งต่อมาได้รับการแปลเพื่อพิมพ์จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

 

สำนักชงชา

พิธีชงชา (茶道 หรือ Tea ceremony)

เนื่องจากพิธีชงชามีต้นกำเนิดมาจากเซ็นโนะริคิว ชื่อของเขาจึงถูกนำมาใช้เรียกสำนักชงชาผู้สืบทอดซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มเรียกว่า “ซังเซ็นเคะ”「三千家」หรือตระกูลเซ็นทั้งสาม ได้แก่ “โอะโมะเตะเซ็นเคะ” (表千家) “อุระเซ็นเคะ” (裏千家) และ “มุฉะโคะจิเซ็นเคะ” (武者小路千家) ซึ่งทั้งสามสำนักนี้ก่อตั้งโดยทายาทของเซ็นโนะริคิวทั้งสิ้น แม้ว่ารูปแบบการชงชาของแต่ละสำนักจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างกันบ้าง แต่โดยรวมยังคงรักษารูปแบบ “วะบิฉะ” หรือพิธีชงชาดั้งเดิมของเซ็นโนะริคิวไว้

ถ้าจะยกตัวอย่างสิ่งที่แตกต่างกันของแต่ละสำนัก เช่น ผ้าเช็ดหน้าที่ใช้ในพิธีซึ่งเรียกว่า “ฟุคุสะ”「帛紗」โดยสำนัก “โอะโมะเตะเซ็นเคะ” และ “มุฉะโคะจิเซ็นเคะ” ผู้หญิงจะใช้ผ้าเช็ดหน้าสีออกแดงเข้มกว่าสำนัก “อุระเซ็นเคะ” ในขณะที่หากเป็นผู้ชายจะใช้ผ้าเช็ดหน้าสีม่วงเหมือนกัน นอกจากนี้ “อุระเซ็นเคะ” จะมีการพยายามในการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยมากกว่าอีกสองสำนัก อย่างพิธีชงชาแบบ “ริวเร” ที่กล่าวไปในช่วงต้นก็มีที่มาจากสำนัก “อุระเซ็นเคะ” เช่นกัน
นอกจาก “ซังเซ็นเคะ” แล้ว ยังมีสำนักชงชาในแบบซามุไรหรือ “บุเคะซะโด” 「武家茶道」ซึ่งได้รับการสืบทอดมาตั้งแต่สมัยเอโดะจนถึงปัจจุบัน โดยรูปแบบของพิธีชงชาจะมีรายละเอียดและชื่อเรียกที่แตกต่างกันตามตระกูลไดเมียวที่สืบทอดวิธีการนั้นมา

แม้ว่าปัจจุบันจะมีสำนักชงชาที่ต้องปิดตัวไปบ้างเพราะขาดผู้สืบทอด แต่พิธีชงชาซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมก็ยังคงเป็นที่รู้จักและสนใจของคนทั่วโลก เพราะหากใครที่มีโอกาสได้สัมผัสความลึกซึ้งและละเอียดอ่อนที่ซ่อนอยู่ในพิธีชงชาแล้วก็เป็นอันต้องหลงเสน่ห์ไปเสียทุกราย    สล็อตเว็บตรง

จัดอันดับ เหล้าญี่ปุ่นโฮโรโยอิที่คนชื่นชอบกันมาอย่างเนิ่นนาน

โฮโรโยอิ [Horoyoi] ของบริษัท Suntory จัดว่าเป็นเหล้าญี่ปุ่นที่ไม่ว่าใครต่างก็ต้องเคยเห็นตามร้านสะดวกซื้อชั้นนำทั่วไป ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ดูน่ารักสวยงามสุดเตะตา และเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำเพียง 3% ทำให้เข้าถึงคนได้หลากหลายและถูกอกถูกใจสาวๆ เป็นพิเศษ ในบทความนี้เราได้นำการจัดอันดับ ‘เหล้าญี่ปุ่นโฮโรโยอิที่คนชื่นชอบกันมาอย่างเนิ่นนาน’ จากเว็บ gooランキング มาฝากกันค่ะ จะมีรสไหนกันบ้างนั้นเราไปดูกันเลย!

1. Horoyoi White Sour

รสชาติอันแสนอ่อนโยนมีทั้งความเปรี้ยวและความหวานกำลังดี ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น คล้ายๆ Calpis ที่มีขายตามบ้านเรา รสนี้เป็นที่นิยมมากตั้งแต่เริ่มวางจำหน่ายเพราะเป็นรสที่ดื่มง่าย มีความสดชื่น และหวานกำลังดี อีกทั้งคนที่คอไม่แข็งก็สามารถดื่มได้แบบเพลินๆ สบายๆ จนทำให้รสนี้ได้รับการอุดหนุนจากผู้คนมากมายจนติดอันดับหนึ่งนั่นเอง

2. Horoyoi Black Tea Sour

รสชาติอันแสนเพลิดเพลินสุดหาได้ยากในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รสชาเย็น มีกลิ่นหอมของชาฝรั่ง และสัมผัสได้ถึงกลิ่นเลม่อนแบบเบาๆ ทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างน่าหลงใหล ผลิตภัณฑ์ของ Horoyoi จะมีรสหวานพอดีๆ จึงไม่ทำให้เสียรสชาติเมื่อกินคู่กับอาหาร ทำให้มีหลายคนที่นำรสนี้ไปดื่มช่วงตอนเย็น และทำให้เป็นที่นิยมจนกลายเป็นอันดับสอง

3. Horoyoi Peach

สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว พีชเป็นหนึ่งในรสที่ได้รับความนิยมอย่างมากเลยทีเดียว ความพิเศษเฉพาะตัวของ Horoyoi Peach คือคุณจะสามารถเพลิดเพลินไปกับรสชาติที่สดใหม่ของลูกพีชสีขาวสุกพร้อมความน่าเย้ายวนของรสสัมผัสอันนุ่มละมุน และในบรรดารสต่างๆ ถือว่าเป็นรสฟรุตตี้ที่โดดเด่น ด้วยความที่สามารถผ่อนคลายไปกับความหวานนุ่มนวลของลูกพีชสีขาว และความกรุ้มกริ่มนิดๆ จึงทำให้มาอยู่ในอันดับที่สาม

4. Horoyoi Umeshu Soda

5. Horoyoi Cassis and Orange

6. Horoyoi White Grapes

7. Horoyoi Coke Sour

 

แต่ไม่ว่ายังไงทั้งนี้ทั้งนั้นอาจขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล และทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเหล้าโฮโรโยอิอีกหลากหลายรสชาติเท่านั้นนะ …คุณอาจชอบรสอื่นนอกเหนือจากนี้แบบไม่เหมือนใครก็เป็นได้!      สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

เบื้องหลังความอร่อยของผลิตภัณฑ์เนยและชีสจากฮอกไกโด + แจกสูตรชีสเค้กที่ต้องลองให้ได้

คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่กล่าวว่าขนมอบและเค้กที่มีส่วนผสมของเนยหรือชีสจากฮอกไกโดมักจะมีรสชาติอร่อยมาก และพวกเขาก็มักเลือกซื้อนม เนย และชีสที่ผลิตจากฮอกไกโด มารู้กันว่าทำไมผลิตภัณฑ์เหล่านี้จึงอร่อย และวิธีการทำชีสเค้กที่ง่ายและอร่อยมากกันค่ะ

ทำไมผลิตภัณฑ์เนยและชีสจากฮอกไกโดจึงอร่อย

ความลับความอร่อยของผลิตภัณฑ์เนยและชีสของฮอกไกโดนั้นมาจากการใช้นมคุณภาพดีที่ผลิตได้ในจังหวัดฮอกไกโด โดยเหตุผลที่นมมีคุณภาพดีนั้นเป็นเพราะว่าฮอกไกโดเป็นจังหวัดที่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี แม้ในช่วงหน้าร้อนก็ยังมีอากาศเย็นสบายโดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 20-24 องศาเซลเซียส สภาวะอากาศดังกล่าวทำให้วัวตัวใหญ่รู้สึกสบายตลอดทั้งปี ประกอบกับจังหวัดฮอกไกโดมีพื้นที่กว้างและดินอุดมไปด้วยแร่ธาตุจากดินภูเขาไฟ ทำให้หญ้าที่ขึ้นอยู่ตามทุ่งอุดมไปด้วยสารอาหารซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการผลิตนมของวัว อีกทั้งในทุ่งหญ้ากว้างยังมีแหล่งน้ำสะอาดซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการทำให้วัวสร้างนมที่มีคุณภาพดี

นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงยังใส่ใจเตรียมอาหารที่มีคุณค่าทั้งหญ้าสด หญ้าหมัก หญ้าแห้ง และส่วนผสมเมล็ดธัญพืช เพื่อเสริมสร้างการเจริญอาหารของวัว ทำให้วัวเติบโตได้ดีและผลิตนมคุณภาพดี มีรสชาติเข้มข้น และเมื่อนำมาใช้เป็นวัตุดิบในการแปรรูปนม ก็ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เนยและชีสที่ถูกปากและถูกใจคนญี่ปุ่นนั่นเอง

วิธีการทำชีสเค้กสูตรอร่อย

วัตถุดิบ

แป้งอบ

  • แป้งสาลี 175 กรัม หรือ 1½ ถ้วย
  • เนย 115 กรัม หรือ 1/2 ถ้วย
  • น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ เล็กน้อย
  • ไข่แดง 1 ฟอง

ส่วนผสมของชีส

  • ครีมชีส 400 กรัม
  • ครีม 120 มิลลิลิตร
  • น้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ 2 ฟอง
  • ไข่แดง 1 ฟอง
  • ผิวมะนาวเหลืองหั่นละเอียด 1/2 ผล
  • ผิวส้มหั่นละเอียด 1/2 ผล

วิธีทำ

1. ร่อนแป้ง น้ำตาล และเกลือใส่ภาชนะไว้ เติมเนยที่ตัดเป็นชิ้นเล็กลงไป ใช้มือบีบส่วนผสมแป้งและเนยให้เข้ากัน เติมไข่แดงลงไป แล้วใช้มือนวดแป้งให้เข้ากัน จากนั้นห่อแป้งด้วยพลาสติกแรป นำใส่ตู้เย็นไว้ประมาณ 30 นาที

2. นำมะนาวเหลืองและส้มมาแช่ในน้ำที่มีส่วนผสมของเบกกิ้งโซดาประมาณ 5 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด ใช้กระดาษชำระสำหรับงานครัวเช็ดเอาน้ำออกให้หมด แล้วใช้มีดสไลด์เอาผิวเปลือกออกมา และหั่นจนละเอียด

3. เมื่อครบเวลา 10 นาที นำแป้งมาแบ่งไว้เล็กน้อยเพื่อนำมาใช้ตกแต่งหน้าเค้ก จากนั้นนำแป้งก้อนใหญ่มากรุลงในพิมพ์ขนาด 20-23 เซนติเมตร ใช้ส้อมจิ้มแป้งให้ทั่ว จากนั้นปิดด้วยกระดาษไขสำหรับอบ (ใช้อลูมิเนียมฟอยล์แทนได้) และเติมถั่วหรือข้าวสารไปบนกระดาษไขสำหรับอบ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 15 นาที จากนั้นเอากระดาษไขสำหรับอบและถั่วหรือข้าวสารออก แล้วพักแป้งไว้ให้เย็น

 

4. เตรียมส่วนผสมของชีสโดยนำครีมชีส ครีม ไข่ ไข่แดง น้ำตาล ผิวมะนาวเหลืองและผิวส้ม มาตีให้เข้ากัน ใช้ช้อนตักเอาส่วนผสมใส่ลงไปในถาดแป้ง นำแป้งที่เว้นไว้มารีดให้บางแล้วใช้มีดตัดให้เป็นเส้น จากนั้นนำมาตกแต่งหน้าชีสตามรูป เมื่อตกแต่งหน้าเรียบร้อยแล้วก็นำเข้าเตาอบที่ตั้งความร้อนที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียสไว้ก่อนหน้า และอบเป็นเวลา 25 นาที ทั้งนี้หากกลัวชีสเค้กไหม้ก็ให้ใช้แผ่นอลูมิเนียมฟอยล์ปิดหน้าในการอบตั้งแต่ 15 นาทีเป็นต้นไป

5. นำชีสเค้กที่ได้มาตัดแบ่งและเสิร์ฟรับประทานตามชอบ

ชีสเค้กที่ได้จะมีรสชาติหวานมันอร่อยและมีกลิ่นหอมของผิวมะนาวเหลืองและผิวส้ม วิธีการทำไม่ยากเลย หากมีเวลาลองทำดูนะคะ รับรองอร่อยถูกใจสมาชิกในบ้านแน่ๆ ค่ะ          สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

รู้จัก “โอะเซจิ” กันไหม อาหารมงคลรับปีใหม่แดนปลาดิบ!

โอะเซจิ เป็นอาหารที่บรรจุกล่องซ้อนกันสูง ๆ ไว้สำหรับทานในวันปีใหม่ เดิมทีเป็นอาหารที่ใช้ในงานเฉลิมฉลองและถวายแด่เทพเจ้า ต่อมาเมื่อพิธีเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ก็ทำให้เกิดวัฒนธรรมการทานโอะเซจิเพื่อแสดงความเคารพต่อเทพเจ้า โดยแฝงความรู้สึกขอบคุณและเป็นการรายงานผลการเก็บเกี่ยวไปด้วยในตัว ทั้งยังแฝงความเชื่อว่าเทพเจ้าภูเขาและทะเลจะช่วยประทานความอุดมสมบูรณ์และวิถีการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น ว่าแล้วเรามาทำความรู้จักกับโอะเซจิให้มากขึ้นกันดีกว่าค่ะ

กฎการจัดอาหารในกล่องโอะเซจิ

โอะเซจิจะถูกบรรจุในกล่องข้าวญี่ปุ่นที่ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ โดยแฝงนัยถึงความยินดีที่ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ โดยอาหารในแต่ละชั้นจะถูกบรรจุอย่างแตกต่างกันออกไป เป็นกฎเกณฑ์การจัดอาหารในแต่ละชั้นจะแตกต่างกัน และมีความหมายแฝงที่ต่างกันออกไป

แต่เดิมจะมีทั้งหมด 5 ชั้น แต่ในสมัยปัจจุบันจะพบเห็นในรูปแบบ 3 ชั้นกันมากขึ้น เนื่องจากวัตถุดิบที่นำมาบรรจุจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น จึงขอหยิบเอารูปแบบมาตรฐานมาแนะนำให้ชมกัน

ชั้นแรก: อาหารเรียกน้ำย่อย

ภายในชั้นบนสุดจะบรรจุอาหารเรียกน้ำย่อย อย่างลูกชิ้นปลาคามะโบโกะ หรือ คินทงเกาลัด-ถั่วบด เป็นต้น อาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่เหมาะแก่การเฉลิมฉลอง

ไข่ปลาเฮอริ่ง
ปลาเฮอริ่งมีไข่ในท้องเป็นจำนวนมาก จึงถือเป็นอาหารที่ดึงดูดโชคด้านการมีลูก

ทาสึคุริหรือปลากะตักคั่ว
ในอดีตปลาชนิดนี้ถูกใช้เป็นปุ๋ยสำหรับนาข้าว และให้ผลการเก็บเกี่ยวที่ดีมาก จึงนิยมนำมารับประทานเพื่อความเป็นสิริมงคล อีกทั้งปลาชนิดนี้ยังเป็น “5 เมล็ดพันธ์ุแห่งความอุดมสมบูรณ์” อีกด้วย

ถั่วดำ
ว่ากันว่าการตากแดดจนผิวคล้ำแสดงถึงความหมั่นเพียรและสุขภาพดี

โกโบ
โกโบเป็นรากของหญ้าเจ้าชู้ชนิดหนึ่งที่ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทาน แฝงความหมายของความเจริญรุ่งเรือง ดังรากที่ทิ่มแทงลงไปในพื้นดิน

คามะโบโกะสีขาว-แดง
สื่อความหมายด้วยสี กล่าวคือสีแดงหมายถึงการป้องกันภัย และสีขาวหมายถึงความสะอาดบริสุทธิ์

ไข่ม้วน
เนื่องจากมีรูปร่างเป็นม้วนเหมือนคัมภีร์ จึงแฝงความหมายถึงการขอให้มีความรู้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ

โคบุมากิ หรือ ปลาห่อสาหร่าย
คำว่า โคบุ พ้องเสียงกับคำว่า โยโรโคบุ ที่หมายถึง ความปิติยินดี อันเป็นคำที่มีความหมายมงคล

เกาลัดบด (คุริคินตน)
เกาลัดสามารถเก็บรักษาได้นานทั้งยังคงสภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และคำว่า คะจิ (ชัยชนะ) คุริ (เกาลัด) ยังถือเป็นคำมงคลที่เรียกขานกันมานานแต่อดีต อีกทั้งคันจิ คินตน (金団) ที่หมายถึง กองทอง ยังเป็นเหมือนการทานอาหารเพื่อขอพรให้มีความอุดมสมบูรณ์ดังทรัพย์สมบัติสีทองประกายแสงตลอดปี

ถั่วด้วง
หมายถึงการมีอายุที่ยืนยาว เนื่องจากเขียนด้วยคันจิ 長老喜 ที่มีความหมายถึงการมีอายุที่ยืนยาว

คินทามาโกะ
คินทามาโกะหรือไข่นึ่งที่แยกไข่แดงกับไข่ขาวออกจากกันเป็นส่วน ๆ มีความหมายตามสีของไข่ กล่าวคือ ไข่ขาวจะหมายถึงเงิน และไข่แดงจะหมายถึงทอง

ชั้นที่สอง: อาหารย่าง

ชั้นที่สองจะเป็นศูนย์รวมของอาหารทะเลที่มีความหมายมงคลบรรจุอยู่

ปลาหางเหลือง
ปลาชนิดนี้จะมีเชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต จึงแฝงความหมายถึงความเจริญก้าวหน้า

ปลาไทหรือปลากระพงแดง
สื่อถึงความยินดี ทั้งตัวปลาที่มีสีแดงทำให้เหมาะแก่การเฉลิมฉลอง ร่วมกับรูปร่างที่สง่างาม และรสชาติที่ดี

กุ้ง
ตัวแทนของการมีอายุยืนยาว หมายถึงการขอให้มีชีวิตอยู่ยาวจนหลังงอเหมือนกุ้ง

ชั้นที่สาม: อาหารนึ่ง

อาหารเหล่านี้จะเน้นไปทางอาหารที่เป็นผลผลิตจากภูเขา แฝงความหมายถึงครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนการนึ่งอาหาร

รากบัว
เนื่องจากรากบัวมีรูเยอะแยะเต็มไปหมด จึงเปรียบเสมือนการมองเห็นอนาคตได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

เผือก
เผือกเป็นพืชที่ปลูกง่ายและออกผลเยอะ จึงแฝงความหมายถึงการมีลูกดก

 

เผือก 8 หน่อ
เผือกยัทสึกะชิระหรือเผือก 8 หน่อ เป็นเผือกที่หลายหน่อใน 1 ต้นทำให้คนญี่ปุ่นมองว่าเหมือนกับมีความก้าวหน้าเจริญงอกงามมากมาย รวมทั้งยังหมายถึงการมีลูกดกอีกด้วย

ขุไว
พืชน้ำชนิดหนึ่งคนญี่ปุ่นนิยมทานส่วนหน่อที่อยู่ใต้น้ำ มีหมายถึงการมีลูกหลานมากมาย เนื่องจากสามารถปลูกได้เยอะ

โกโบ
โหโบสามารถหยั่งรากได้ลึก จึงหมายถึงการสืบทอดวงศ์ตระกูลตราบนานเท่านาน

ชั้นที่สี่: อาหารดอง

เพื่อความเป็นสิริมงคล คนญี่ปุ่นจะไม่ใช้เลข 4 (四) ที่พ้องเสียงกับคำว่าตาย แต่จะเลี่ยงไปใช้ชื่อว่า ชั้นแห่งการให้ (与の重; yonojuu) โดยใช้คันจิที่พ้องเสียงกับคำว่าเลข 4 อีกเสียงหนึ่งในภาษาญี่ปุ่นแทน อาหารในชั้นนี้จะประกอบด้วยอาหารที่ใช้น้ำส้มสายชูเป็นส่วนประกอบ

โคฮาขุนามาสุ
โคฮาขุนามาสุ หรือ ไชเท้า-แครอทซอยราดด้วยน้ำส้มสายชู เป็นอาหารนำโชคที่มีมาตั้งแต่สมัยเฮอัน เพื่อขอพรให้มีความสงบสุข เนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำตาลและน้ำส้มสายชูจึงช่วยทำความสะอาดลำไส้ ทำให้รู้สึกสบายท้อง สีแดงในแครอทและสีขาวในไชเท้าเป็นสีตัวแทนการเฉลิมฉลอง ทั้งยังเป็นเหมือนมิสึฮิคิหรือเชือกมงคลที่ใช้ปิดจดหมาย

เชือกมงคลมิสึฮิคิ

ขิกคะคาบุ
หัวผักกาดที่ตัดเป็นรูปดอกเบญจมาศ แสดงถึงความยินดี บ้างย้อมด้วยสีแดงวางคู่กับสีขาวอันเป็นสีมงคล ทั้งยังเป็นเครื่องประดับกล่องโอะเซจิให้งดงามไปในตัวอีกด้วย

ปลาโคฮาดะโรยข้าวฟ่างนึ่ง
ปลาชนิดนี้จะมีชื่อเรียกตอนโตเต็มวัยกับตอนที่ยังโตไม่เต็มวัยต่างกัน สื่อถึงความเจริญก้าวหน้า และข้าวฟ่างย้อมสีเหลืองเองก็เป็นหนึ่งใน “5 เมล็ดพันธ์ุแห่งความอุดมสมบูรณ์” อีกด้วย

ชั้นที่ห้า: เว้นว่าง หรือใส่ของที่ชอบลงไป

ในชั้นนี้เราสามารถใส่อาหารที่ชอบหรือเพิ่มอาหารสำรองสำหรับครอบครัวใหญ่ได้

กรณีกล่องโอะเซจิแบบสามชั้น
ชั้นแรกจะใส่อาหารเรียกน้ำย่อย
ชั้นที่สองจะใส่อาหารดองและอาหารย่าง
และชั้นที่สามจะใส่อาหารนึ่ง

จากวัฒนธรรมการทานโอะเซจิ เราจะเห็นได้ว่าชาวญี่ปุ่นผสมผสานการทานอาหารร่วมกับเทศกาลอย่างลึกซึ้งและใส่ใจรายละเอียด ทั้งแฝงความหมาย คุณค่าทางโภชนาการ และยังเป็นกุศโลบายให้คุณแม่บ้านที่ต้องทำอาหารในทุก ๆ วันตลอดทั้งปีได้พักผ่อนได้อีกด้วย

อืม.. แล้วคนไทยเราทานอะไรในวันปีใหม่กันบ้างนะ?  สล็อตเว็บตรง

เคล็ดลับการเลือกเหล้าสาเกของนีงาตะ (อันดับเหล้าสาเกยอดนิยม)

หลังจากแนะนำวิธีเลือกเหล้าสาเกนีงาตะไปแล้ว ทั้งจากพื้นที่ รสชาติ แบรนด์และพันธุ์ข้าว คราวนี้จะขอแนะนำอันดับเหล้าสาเกยอดนิยมของเหล้ารสเข้ม (คาราคุจิ) เหล้ารสหวาน (อามาคุจิ) และเหล้าหอมกลิ่นผลไม้

4 อันดับเหล้าสาเกนีงาตะรสเข้ม (คาราคุจิหรือดราย)

อันดับ 4 เหล้า “Koshi no Homare“ ของโรงกลั่นฮาระ

 

“สัมผัสเหล้านีงาตะรสชาติดั้งเดิม”

โรงกลั่นฮาระที่ได้มาตรฐานก่อตั้งมายาวนานตั้งแต่สมัยเอโดะ เหล้า “Koshi no Homare” (越の誉) ผลิตจากข้าวสาเกพันธุ์โกะเฮียะคุมังโกกุและน้ำอ่อนจากแหล่งน้ำใต้ดินของภูเขาโยเนยามะ แม้จะมีรสเข้มแต่ดื่มง่ายเพราะมีรสชาติกลมกล่อม นิยมเป็นเหล้าดื่มในฤดูร้อนเพื่อสัมผัสรสชาติที่แตกต่างจากปกติเมื่อแช่เย็น

จากพื้นที่โจเอ็ทสึ ประเภทเหล้าสาเกทั่วไป ปริมาตร 1800ml

อันดับ 3 เหล้า “Kubota Manju Junmai Daiginjo” ของโรงกลั่นอาซาฮีนีงาตะ

 

“สุดยอดเหล้าแบรนด์ Kubota”

เหล้าสาเกแบรนด์ Kubota ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศคือเหล้า  “Kubota Manju Junmai Daiginjo” (久保田 萬寿 純米大吟醸) ที่ผลิตจากข้าวสาเกชั้นเยี่ยมอย่างโกะเฮียะคุมังโกกุผสมข้าวพันธุ์ดีของจังหวัดนีงาตะและน้ำใต้ดินคุณภาพสูงที่ไหลผ่านพื้นที่โรงกลั่น เป็นเหล้าเต็มไปด้วยความสมดุลของรสชาติลุ่มลึกและกลิ่นหอมที่ได้จากหัวเชื้อหมักสาเกที่ผลิตขึ้นอย่างพิถีพิถัน ขอแนะนำเหล้านี้สำหรับผู้ที่อยากลองสัมผัสความนุ่มละมุนและรสอุมามิอันเป็นเอกลักษณ์ของเหล้าไดกินโจ

จากพื้นที่จูเอ็ทสึ ประเภทเหล้า Junmai Daiginjo ปริมาตร 720ml

อันดับ 2 เหล้า “Hakkaisan Junmai Ginjo” ของโรงกลั่นฮัคไค

 

“ต้นตำรับเหล้ารสเข้มแต่สดชื่น”

สัมผัสเหล้าสาเกรสชาติบริสุทธิ์สไตล์ดั้งเดิมของจังหวัดนีงาตะกับเหล้า “Hakkaisan Junmai Ginjo” (八海山 純米吟醸) ดื่มคู่กับอาหารอะไรก็อร่อย เหมาะสำหรับโอกาสพิเศษและเป็นของขวัญที่ปลื้มทั้งผู้ให้และผู้รับ

นอกจากนี้แบรนด์ Hakkaisan ยังมีเหล้าอื่นๆ อีกมากมายเช่น เหล้าสาเกนิโกริมีฟอง เหล้ายูคิมุโรโจะโซที่หมักบ่มในโรงหมักใช้หิมะรักษาอุณภูมิไปจนถึงเหล้ากินโจและเหล้าจุมไมกินโจแบบลิมิเต็ดที่จำหน่ายเพียงปีละครั้ง ถ้ามีโอกาสขอแนะนำให้ลองหลายๆ แบบเพื่อเปรียบเทียบรสชาติ

จากพื้นที่จูเอ็ทสึ ประเภทเหล้า Junmai Ginjo ปริมาตร 1800ml

อันดับ 1 เหล้า “Jozen Nyosui Junmai Ginjo” ของโรงกลั่นชิราทากิ

 

“สุดยอดเหล้าสาเกระดับประเทศและระดับโลก”

เหล้า “Jozen Nyosui Junmai Ginjo” (上善如水 純米吟醸) มีที่มาจากคำกล่าวของขงจื่อที่หมายถึง “การใช้ชีวิตให้ประเสริฐคือการใช้ชีวิตดั่งน้ำ” เหล้านี้จึงเป็นเหล้าจุมไมกินโจที่มีแอลกอฮอล์ 14-15% จึงให้รสชาติบริสุทธิ์และเรียบง่ายดุจน้ำใส

ด้วยกลิ่นหอมและรสชาติของข้าวที่มีอยู่เต็มเปี่ยมทำให้เหล้านี้เหมาะมากสำหรับงานสังสรรค์และเป็นของขวัญของฝากให้ผู้ที่ชื่นชอบเหล้าสาเก ทั้งยังเป็นที่นิยมเป็นอย่างสูงไม่เพียงทั้งในประเทศญี่ปุ่นแต่ในต่างประเทศด้วย

จากพื้นที่จูเอ็ทสึ ประเภทเหล้า Junmai Ginjo ปริมาตร 720ml

4 อันดับเหล้าสาเกนีงาตะรสหวาน (อามาคุจิ)

อันดับ 4 เหล้า “Hojunmujin Takachiyo” ของโรงกลั่นทาคาจิโยะ

 

“เหล้าแบบไหม่ไฉไลกว่า”

เหล้า “Hojunmujin Takachiyo” (豊醇無儘たかちよ) กลิ่นเปรี้ยวชื่นใจชวนให้นึกถึงเกรปฟรุ๊ตและให้รสขมอมเปรี้ยวเล็กน้อยแต่ได้สมดุลหลังจากเหล้าไหลผ่านลำคอ เป็นเหล้าสาเกแบบใหม่ที่ได้จากการเปลี่ยนแนวคิดการกลั่นเหล้าสาเกแบบดั้งเดิม มีรสชาติต่างกันไปตามสีของฉลากบนขวด

จากพื้นที่จูเอ็ทสึ ประเภทเหล้า Junmai Sake ปริมาตร 1800ml

อันดับที่ 3 เหล้า “Koshi no Happo Echigo no Amakuchi Junmaishu” ของโรงกลั่นเอจิโกะ

 

“สัมผัสสุดยอดรสหวานกลมกล่อมของข้าว”

ถ้าอยากสัมผัสรสหวานละมุนของข้าวขอแนะนำเหล้า “Koshi no Happo Echigo no Amakuchi Junmaishu” (越後酒造場 : 越乃八豊 越後の甘口 純米酒) ซึ่งเป็นเหล้าประเภทใหม่ที่มีรสหวาน ความหวานและความดรายต่ำอยู่ที่ระดับ -10 จะดื่มที่อุณภูมิปกติก็ดีหรืออุ่นร้อนก็ยิ่งอร่อย

จากพื้นที่คาเอ็ทสึ ประเภท Junmai Sake ปริมาตร 800ml

อันดับ 2 เหล้า “Murayu” ของโรงกลั่นมุระยู

 

“พลิกแนวคิดรสดั้งเดิมของนีงาตะ”

เหล้า “Murayu” (村祐) ที่ให้ทั้งรสหวานและความโปร่งใสเป็นเหล้าที่ผลิตขึ้นจากการวิจัยความหวานที่ชวนให้นึกถึงน้ำตาลบริสุทธิ์เกรดพรีเมียมที่เรียกว่าน้ำตาลวะซันบงเพื่อให้มือใหม่สามารถสนุกกับกับการดื่มได้ เป็นหนึ่งในเหล้าที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง

จากพื้นที่คาเอ็ทสึ ประเภท Tokubetsu Junmai ปริมาตร 1800ml

อันดับ 1 เหล้า “Chiyo no Hikari Junmaiginjo KENICHIRO Amakuchi“ ของโรงกลั่นจิโยะโนะฮิคาริ

 

“ชื่นใจไปกับรสหวานอมเปรี้ยว”

เหล้า “Chiyo no Hikari Junmaiginjo KENICHIRO Amakuchi” (千代の光 純米吟醸 KENICHIRO 甘口) ที่ให้รสหวานเบาๆ ตามสไตล์เหล้าของจิโยโนะฮิคาริ มีกลิ่นหอมหวานคล้ายกล้วยที่ได้จากการใช้สุดยอดพันธุ์ข้าวสาเก “Koshitanrei” เป็นเหล้า Junmai Ginjo ชั้นเลิศที่ผลิตอย่างพิถีพิถันให้ได้รสชาติดั้งเดิมมากที่สุด

จากพื้นที่โจเอ็ทสึ ประเภทเหล้า Junmai Ginjo ปริมาตร 1800ml

3 อันดับเหล้านีงาตะหอมกลิ่นผลไม้

อันดับ 3 เหล้า “Secchubai” ของโรงกลั่นมารุยามะ

 

“ได้รสละมุนละไมตั้งแต่แรกสัมผัส”

เหล้า “Secchubai” (雪中梅) เป็นเหล้าสาเกของหนึ่งในสามแบรนด์ดังของจังหวัดนีงาตะมีรสหวานแหลมแบบผลไม้ และให้สัมผัสความลุ่มลึกและเปี่ยมไปด้วยรสชาติความหวานหอม เหมาะสำหรับอาหารทุกประเภทจึงดื่มได้บ่อยทั้งในวันปกติและวันพิเศษ แต่ผลิตจำหน่ายจำนวนไม่มากนักจึงถือเป็นเหล้าที่หาได้ยากอยู่สักหน่อย

จากพื้นที่โจเอ็ทสึ ประเภทเหล้า Tokubetsu Junmai Sake ปริมาตร 720ml

อันดับ 2 เหล้า “Komenishiki Komebukuro Junmai Ginjo” ของโรงกลั่นคาโมะ

 

 

“แพ็คเกจจิ้งเก๋รสไม่ธรรมดา”

เหล้า “Komenishiki Komebukuro Junmai Ginjo” (加茂錦 米袋 純米吟醸) ผลิตอย่างพิถีพิถันโดยโรงกลั่นเหล้าสาเกเล็กๆ จุดเด่นอยู่ที่รสกลิ่นข้าวที่เป็นธรรมชาติที่ผสมผสานกับกลิ่นผลไม้และรสหวานกำลังดี เหล้าสาเกของโรงกลั่นคาโมะได้รับความนิยมมากและมักจำหน่ายเฉพาะช่วงเวลาจำกัด ราคาไม่สูงเกินไปสำหรับเหล้าชั้นดีอย่าง Junmai Ginjo นอกจากนี้แพ็คเกจจิ้งยังทำออกมาเป็นรูปถุงข้าวแปลกตาจึงเหมาะมากที่จะเป็นของฝากของกำนัล

จากพื้นที่จูเอ็ทสึ ประเภทเหล้า Junmai Ginjo ปริมาตร 1800ml

อันดับ 1 เหล้า “Funaguchi Kikusui Ichiban Shibori” ของโรงกลั่นคิคุซุย

 

“เหล้าขวดสวยที่สาวปลื้ม”

ถ้าอยากลองเหล้าสาเกหอมกลิ่นผลไม้ที่ดื่มง่าย ขอแนะนำเหล้า “Funaguchi Kikusui Ichiban Shibori” (ふなぐち菊水一番しぼり) แม้ปัจจุบันเป็นเหล้าแบรนด์หลักของผู้ผลิตที่หาซื้อได้ไม่ยาก แต่เมื่อก่อนเคยเป็นเหล้าที่เฉพาะแขกที่มาโรงกลั่นถึงที่เท่านั้นที่จะได้ลิ้มลอง มีกลิ่นหอมผลไม้และรสชาติหวานลุ่มลึก มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึง 19% จึงเหมาะกับการชงกับโซดาหรือใส่น้ำแข็ง นอกจากจำหน่ายขวดแก้วปริมาตร 720 มล.แล้วยังมีแบบกระป๋องให้ดื่มสะดวกได้ทุกที่อีกด้วย

พื้นที่คาเอ็ทสึ ประเภทเหล้า Honjozo Namagenshu ปริมาตร 720ml

3 อันดับเหล้านีงาตะ-ซาโดะ

ด้วยสภาพภูมิศาสตร์เกาะซาโดะที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นทำให้ได้เหล้าที่มีกลิ่นและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ จึงขอแนะนำ 3 อันดับเหล้าจากเกาะซาโดะที่น่าลิ้มลองดังนี้

อันดับ 3 เหล้า “Manotsuru” ของโรงกลั่นโอบาตะ

 

“เพลิดเพลินกับรสชาติบริสุทธิ์ผ่านการกลั่นมาอย่างดี”

เหล้า “Manotsuru” (真野鶴) ที่เป็นเหล้าพรีเมียมอย่าง Daiginjo มีหอมคล้ายกลิ่นแอปเปิลและรสหวานกลมกล่อมที่ได้จากการหมักข้าวสาเกชั้นดีอย่างโกะเฮียะคุมังโกกุจึงเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้หญิงที่ไม่คุ้นเคยกับการดื่มเหล้าสาเก นอกจากนี้ด้วยความดื่มง่าย จึงเหมาะเป็นเหล้าที่เหมาะสำหรับดื่มระหว่างมื้ออาหาร ดื่มแบบเย็นเพื่อเรียกน้ำย่อยหรือจะดื่มแบบร้อนก็ได้ทั้งนั้น

พื้นที่เกาะซาโดะ ประเภทเหล้า Daiginjo ปริมาตร 720ml

อันดับ 2 เหล้า “Tenryohai” ของโรงกลั่นเท็นเรียวไฮ

 

“รสชาติบริสุทธิ์ในลำคอ”

เหล้า “Tenryohai” (天領盃) ที่ผลิตจากข้าวสาเกชั้นดีเยี่ยมอย่าง Koshitanrei และน้ำใต้ดินจากภูเขาคิมโปะคุซังให้กลิ่นหอมและรสชาติแสนบริสุทธิ์โดยเฉพาะรสชาติในช่วงท้ายนั้นยอดเยี่ยมเป็นที่สุด เหล้านี้หาซื้อยากอยู่สักหน่อย ดังนั้นถ้าผู้หญิงที่นิยมเหล้าสาเกและผู้ที่ชื่นชอบเหล้าซาโดะได้รับเป็นของขวัญจะปลื้มใจมาก

พื้นที่เกาะซาโดะ ประเภทเหล้า Junmai Daiginjo ปริมาตร 720ml

อันดับ 1 เหล้า “Minenohakubai Junmai Sake” ของโรงกลั่นมิเนะโนะฮาคุไบ

 

“นุ่มละมุนหวานละไม”

เหล้า “Minenohakubai Junmai Sake” (峰乃白梅 純米酒) เป็นดั่งตัวแทนของเหล้าสาเกซาโดะ ผลิตจากข้าวสาเกโกะเฮียะคุมังโกกุที่มีชื่อเสียงจึงให้รสหวานละมุนสดชื่นและกลิ่นหอมผลไม้สไตล์เหล้า Junmai Ginjo เข้ากันได้ดีกับอาหารทุกประเภท เหมาะสำหรับงานรับรองเลี้ยงสังสรรค์และเป็นของกำนัล              สล็อตเว็บตรง

15 พิกัดชมซากุระบานที่ญี่ปุ่น ปีหนึ่งบานแค่ช่วงเดียว! บอกเลย ห้ามพลาด

และแล้วก็ได้มีพยากรณ์ซากุระ 2019 ทั่วญี่ปุ่น ออกมาสมกับที่รอคอยกันแล้ว เริ่มตั้งแต่เวลานี้ไปจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม โดยเริ่มบานจากภาคใต้อย่างฟูกุโอกะ ไล่ขึ้นไปยังฮอกไกโดทางภาคเหนือ ใครกำลังจดๆ จ้องๆ เตรียมวางแผนบินไปดื่มดำกับเทศกาลฮานามิ เทศกาลชมดอกซากุระบานสะพรั่งทั่วทั้งเกาะญี่ปุ่น ห้ามพลาดกับ 15 สถานที่ชมซากุระที่สวยงามที่สุดของญี่ปุ่น เริ่มต้นที่จุดไหนดี…เรามีคำตอบ

แต่ก่อนอื่นที่จะไปดูพิกัดชมซากุระบานนั้น ก็อย่าลืมจองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นกับ Traveloka เพราะช่วงซากุระบาน จะถือว่าเป็นช่วงพีคของญี่ปุ่น ระวังตั๋วเครื่องบินจะหายาก ถ้าไม่จองล่วงหน้า ซึ่งข้อดีของการจองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นกับทราเวลโลก้า คือสะดวก รวดเร็ว และประหยัด เพราะว่ามักจะมีโปรโมชั่นที่จะช่วยลดราคาตั๋วเครื่องบินให้ถูกลง ไปจองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นกับ Traveloka

1. สวนสาธารณะมารุยามะ (Maruyama Park)

เริ่มต้นกันที่จุดชมซากุระยอดนิยม “สวนมารุยามะ” สวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองเกียวโต ตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต “ศาลเจ้ายะซะกะ” และ “กิอง” ย่านเมืองเก่าถิ่นเกอิชาสุดคลาสสิก เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ซากุระกว่า 800 ต้น บานสะพรั่งอวดความงามไปทั่วบริเวณสวน แต่มีเพียงหนึ่งเดียวที่โดดเด่นอยู่กลางสวน คือต้นซากุระพันธุ์กิ่งย้อย “ชิดาเระซากุระ” อายุมากกว่า 80 ปี ที่เรียกขานกันว่า “ซากุระยามค่ำคืนแห่งกิอง” อีกทั้งยังมีซากุระพันธุ์โซเมโยชิ พันธุ์ยามะซากุระและพันธุ์อื่นๆ อีกมากมาย ที่แข่งกันอวดสวยงาม เชิญชวนให้ผู้คนจากทั่วสารทิศมาหลั่งไหลกันมาชม บรรยากาศคึกคักตั้งแต่เช้ายันดึก มีร้านขายอาหารและเครื่องดื่มตั้งเรียงรายภายในสวน ตกเย็นย่ำชมการประดับไฟซากุระดื่มด่ำความงดงามได้จนถึงเที่ยงคืน

2. สวนสาธารณะแห่งชาติสวนชินจูกุ เกียวเอ็น (Shinjuku Gyoen Park)

“ชินจูกุเกียวเอน” สวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโตเกียว ตั้งอยู่ในย่านช้อปปิ้งชื่อดัง “ชินจูกุ” เป็นสวนสไตล์เอโดะแบบดั้งเดิม บรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ หนาแน่นไปด้วยพันธุ์ไม้กว่า 3,000 ชนิด ยังมีสวนที่มีลักษณะเฉพาะอีก 3 สวน คือสวนสไตล์ญี่ปุ่น ตกแต่งด้วยพุ่มไม้ที่สวยงามรอบๆ บ่อน้ำ จุดเด่นคือศาลานั่งพัก “คิวโงเรียวเต” หรือที่เรียกว่าศาลาไต้หวัน มีสวนดอกเบญจมาศที่เพาะปลูกด้วยวิธีที่สืบทอดมาจากเชื้อพระวงศ์ในสมัยโบราณ ส่วนสวนสไตล์ฝรั่งเศสนั้นมีดอกไม้เมืองหนาวให้ชมความงาม และสวนสไตล์อังกฤษ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหาร แกลเลอรี่ศิลปะ และเรือนกระจกที่เต็มไปด้วยไม้พุ่มและไม้ดอกนานาพันธุ์จากเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน สวยสวยจะมีสีสันที่สุดคือช่วงฤดูใบไม้ผลิโดยเฉพาะเดือนเมษายน ดอกซากุระมากกว่า 1,100 ต้น มากถึง 65 สายพันธุ์ อาทิเช่น โซเมโยชิโนะ ยามะซากุระ และคันซัง เบ่งบานพร้อมกันแต่งแต้มสวนให้มีสีชมพูสวยสบายตา ครั้นถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงตอนปลายปี ใบเมเปิ้ลและต้นสนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสีแดงจัดจ้าน ให้บรรยากาศที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

3. สวนอุเอโนะ (Ueno Park)

“สวนอุเอโนะ” อีกหนึ่งจุดชมซากุระสุดฮิตในใจกลางโตเกียว ขึ้นทะเบียนเป็นหนึ่งในสวนสาธารณะแห่งแรกของญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1873 เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น เคยมีการสู้รบกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลเมจิและฝั่งโชกุน โดยฝ่ายรัฐบาลเมจิได้รับชัยชนะ และได้จัดตั้งพื้นที่บริเวณนี้เป็นสวนอุเอะโนะ พร้อมสร้างอนุสาวรีย์ให้กับ “ไซโกะ ทาคาโมริ” ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ ตั้งอยู่ที่ทางเข้าด้านทิศใต้ของสวนอุเอะโนะ ใกล้ๆ กับทะเลสาบ “ชิโนบาซุ” ที่มีต้นซากุระขึ้นอยู่รายรอบ อีกทั้งมีการสร้างหลุมฝังศพไว้เป็นอนุสรณ์ในสวนอุเอะโนะ 2 แห่ง นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของ “สวนสัตว์อุเอโนะ” ซึ่งเป็นสวนสัตว์แห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น ในเดือนเมษายนของทุกปี สวนแห่งนี้จะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวผู้มาร่วมงาน “เทศกาลซากุระโชบาระอุเอโนะ” ชมความงดงามของซากุระมากกว่า 1,000 ต้น มีการออกร้านค้าและตลาดนัดกันอย่างคึกคัก ในช่วงเวลากลางคืนก็จะมีการประดับตะเกียงไฟร่วม 1,000 ดวง บรรยากาศเต็มไปด้วยความโรแมนติกแบบสุดๆ

4. สวนเคมะ ซากุระโนมิยะ (Kema Sakuranomiya Park)

“สวนเคมะ ซากุระโนมิยะ” จุดชมซากุระยอดนิยมของเมืองโอซาก้า สวนสาธารณะริมน้ำโอกาวาที่ทอดยาวตั้งแต่บริเวณสะพานเทมมาบาชิจนถึงสะพานซากุระโนมิยะ ยาวถึง 4.2 กิโลเมตรเลยทีเดียว ริมแม่น้ำทางฝั่งขวานั้นเรียงรายไปด้วยสถาปัตยกรรมต้นยุคเมจิ เช่น โรงกษาปณ์ และ เซ็มปุคัง อาคารแบบตะวันตกที่เก่าแก่ที่สุดในโอซาก้า ต้นซากุระหลายสายพันธุ์ปลูกเรียงรายริมฝั่งแม่น้ำมากกว่า 4,700 ต้น บานสะพรั่งอวดสีชมพูหวานท่ามกลางบรรยากาศริมแม่น้ำ ตามเส้นทางยังมีจุดให้แวะปิกนิคเป็นระยะๆ ล่องเรือชมแม่น้ำเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสุดฮิต ชมต้นซากุระที่ประดับไฟระยิบระยับตลอดเส้นทาง

5. สวนนารา (Nara Park)

“สวนนารา” หรือ “สวนกวาง” แห่งเมืองนาราซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองโอซาก้าและเกียวโต จุดเด่นของสวนแห่งนี้คือ ฝูงกวางน้อย ที่น่ารักเป็นมิตรและคุ้นเคยกับผู้คน ถึงขนาดโค้งคำนับขอขนมจากผู้ใจดีกันเลยทีเดียว รายล้อมด้วยต้นซากุระที่กำลังบานสะพรั่ง นับรวมกันแล้วมีประมาณ 1,700 ต้น ชมซากุระ ให้อาหารกวางที่มีขายในบริเวณสวน นั่งพักเหนื่อยจิบน้ำชาในโรงน้ำชาแบบพื้นเมืองที่เปิดให้บริการ นอกจากนี้ รอบๆ สวนยังเป็นแหล่งรวมสถานที่ท่องเที่ยวหลายที่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น วัดโทไดจิ ที่มีหลวงพ่อไดบุทสึอันศักดิ์สิทธิ์ ศาลเจ้าคาสุกะ ที่มีตะเกียงมากมายเต็มศาลเจ้า ทั้งตะเกียงเสาหิน ตะเกียงแบบแขวน อันเป็นที่มาของชื่อเรียกแบบไม่เป็นทางการว่า “ศาลเจ้าแห่งตะเกียง” ชมวัดโคฟุคุจิ วัดใหญ่และเก่าแก่แห่งเมืองนารา และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเมืองนารา ชมธรรมชาติอันร่มรื่นเงียบสงบ พร้อมชมความงดงามทางวัฒนธรรม คุ้มค่าแก่การเดินทางยิ่งนัก

6. สวนฮามะริคิว (Hamarikyu Gardens)

“สวนฮามะริคิว” ตั้งอยู่ใกล้ๆ อ่าวโตเกียว เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางตึกสูงของกรุงโตเกียว เดิมเป็นสวนของตระกูลโชกุน “โทขุกาวา” ถูกใช้เป็นที่ล่าสัตว์ของขุนนางในสมัยเอโดะ หลังจากฟื้นฟูยุคเมจิได้กลายเป็นที่ประทับสำหรับแปรพระราชฐานของราชวงศ์ ปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนชมธรรมชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังอิมพีเรียล สวนสวยกว้างใหญ่ไพศาลนี้มีบ่อชิโอริโนะอิเคะอยู่กลางสวน เป็นบ่อน้ำที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลที่ขึ้นลงในตอนเช้า พูดง่ายๆ ว่า น้ำในบ่อจะมีความเปลี่ยนแปลงตามระดับน้ำทะเลนั่นเอง และที่นี่ก็ยังมี “คาโมะบะ” หรือสถานที่ล่าเป็ดป่าด้วยกับดัก นอกจากนี้ก็มีไม้สวน เช่น ต้นสนและต้นเมเปิ้ลที่ถูกตัดแต่งอย่างพิถีพิถันอยู่มากมาย ไฮไลท์ของที่นี่คือต้นซากุระที่แข่งกันบานสะพรั่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แวะชมความงามตามธรรมชาติแล้ว อย่าลืมลิ้มรสขนมหวานของญี่ปุ่น พร้อมจิบชา ที่ “นากาชิม่า” ร้านน้ำชาแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมแท้ๆ

7. สวนเคนโรคุเอ็น (Kenrokuen Garden)

“สวนเคนโรคุเอ็น” สวนสวยที่ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 3 ของสวนสาธารณะที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่เมืองคานาซาวา เมืองบรรยากาศเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยสีสัน แต่เดิมสร้างขึ้นมาเป็นสวนบ้านตระกูล “มาเอดะ” ผู้ปกครองแคว้นโอคายาม่า ที่นี่เป็นสวนญี่ปุ่นที่สร้างขึ้นมาในบริเวณรอบนอกของปราสาทคานาซาวะตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 17 เพื่อชมการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติทั้ง 4 ฤดูกาล เป็นแหล่งของพืชพันธุ์หายากที่หลากหลายสายพันธุ์ ภายในสวนเต็มไปด้วยต้นซากุระ 420 ต้น และยังมีพันธุ์พิเศษหาชมได้ยาก ชื่อว่า “คิขุซากุระ” ที่มีลักษณะคล้ายกับดอกคิคุหรือดอกเก๊กฮวย จุดเด่นคือดอกจะบานฟูๆกลมๆ และมีใบอ่อนขนาดใหญ่รอบล้อม ในหนึ่งดอกมีกลีบเบาบางกว่า 100 กลีบ โดยช่วงเดือนเมษายนจะมีเทศกาลชมคิขุซากุระแห่งเค็นโรคุเอ็นให้ตื่นตาตื่นใจกับซากุระสายพันธุ์นี้ สามารถเยี่ยมชมวิวสวยๆ ของดอกไม้ได้ตลอดทั้งปี ชมดอกของต้นพลัมและดอกซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ช่วงฤดูร้อนชมดอกอาซาเลียและดอกไอริซ รวมไปถึงใบเมเปิ้ลสีแดงและสีเหลืองในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

8. สวนอนุสรณ์บัมปาคุ (The Expo’70 Commemorative Park)

“สวนอนุสรณ์บัมปาคุ” สวนสาธารณะแห่งเมืองโอซาก้าที่ถูกสร้างในพื้นที่ของสถานที่จัดงานมหกรรมโลก (World Expo) เมื่อครั้งญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพในปีค.ศ. 1970 สวนนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงการจัดงานในครั้งนั้น นับเป็นสวนทางวัฒนธรรมที่ห้อมล้อมด้วยความเขียวขจีของต้นไม้ และดอกไม้นานาพันธ์ุที่ผลัดกันเบ่งบานตลอดปี ไฮไลท์ของสวนแห่งนี้คือ “หอคอยพระอาทิตย์” ผลงานของศิลปินชื่อดัง “โอคาโมโตะ ทาโร” ที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่กลางสวนกว้าง ภายในสวนมีซากุระ 9 สายพันธุ์ เช่น โซเมโยชิโนะ และชิดาเระซากุระ รวมกว่า 5,500 ต้น โดยบริเวณหน้าหอคอยพระอาทิตย์จะเป็นซากุระสายพันธุ์โอชิมะซากุระ มีจุดเด่นคือกลีบดอกสีขาวใหญ่ 5 กลีบและกลิ่นหอมจางๆ บริเวณโดยรอบยังร่มรื่นด้วยสวนแบบญี่ปุ่น ออนเซ็น และลานสำหรับทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม กีฬา รวบรวมทุกอย่างพร้อมสรรพให้คุณเพลิดเพลินได้ตลอดวันเลยทีเดียว

9. สวนสาธารณะโอมุระ (Omura Park)

“สวนสาธารณะโอมุระ” เป็นจุดชมซากุระยอดนิยมของจังหวัดนางาซากิ อีกทั้งยังได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 100 จุดชมดอกซากุระบานที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานธรรมชาติของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ต้นซากุระกว่า 2,000 ต้น 21 สายพันธุ์ ที่ผลิบานสะพรั่งเนรมิตสวนสวยให้กลายเป็นสีชมพู แต่ที่โดดเด่นคือ “โอมุระซากุระ” ซึ่งเป็นซากุระพันธุ์ที่มีกลีบซ้อนดอกใหญ่มี 60-100 กลีบต่อดอก ต่างจากสายพันธ์ุมาตรฐานที่มีเพียง 5 กลีบต่อดอก และที่สวนแห่งนี้มีโอมุระซากุระปลูกอยู่ประมาณ 300 ต้น ให้ชื่นชมความงดงามอย่างเต็มอิ่ม ในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ดอกไอริสญี่ปุ่นกว่า 300,000 ต้น จะบานอวดโฉมปกคลุมบริเวณคูเมืองในอดีตของปราสาทโอมุระทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นที่ตั้งของสวนสาธารณะโอมุระนั่นเอง นอกจากนี้ยังสามารถสวมชุดกิโมโนงามๆ เดินชมดอกไม้ได้เพลินเพลินอีกด้วย

10. สวนสาธารณะสุมิดะ (Sumida Park)

“สวนสุมิดะ” สวนสาธารณะที่ทอดยาวริมแม่น้ำสุมิดะ ย่านการค้าชื่อดัง “อาซากุสะ” ของเมืองโตเกียว เลาะเลียบริมน้ำชมซากุระบานที่พร้อมใจกันเบ่งบานเต็มที่ในช่วงเดือนเมษายน ในช่วงฤดูร้อนประมาณปลายเดือนกรกฎาคม สวนแห่งนี้จะเปลี่ยนบรรยากาศเป็นเทศกาลดอกไม้ไฟ “Sumida River Firework” แน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่มารอชมการจุดพลุดอกไม้ไฟที่แสนงดงามริมแม่น้ำ มีการออกร้านขายของตามข้างทาง จะเดินทอดน่องชมดอกซากุระเป็นระยะทาง 100 เมตร หรือจะนั่งเรือยากาตะบูเนะชมบรรยากาศสองข้างทางริมน้ำ ก็เลือกได้ตามใจชอบได้เลยจ้า

11. สวนโยโยกิ (Yoyogi Park)

 

“สวนโยโยกิ” สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองโตเกียว ตั้งอยู่ภายในย่านฮาราจูกุแหล่งท่องเที่ยวอันโด่งดัง ใกล้กับศาลเจ้าเมจิ เป็นจุดนัดพบของเหล่าสาวๆ หนุ่มๆ จัดกิจกรรมนั่นโน่นนี่ ทั้งจัดแสดงดนตรี แต่งชุดคอสเพลย์ สีสันของสวนแห่งนี้มีอยู่ 2 ช่วงด้วยกัน นั่นคือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ประมาณเดือนมีนาคม – เมษายน สวนถูกแต่งแต้มด้วยสีขาว ชมพูระเรื่อของดอกซากุระ ผู้คนต่างพร้อมอกพร้อมใจกันมาปิกนิกใต้ต้นซากุระ และจะกลับมามีสีสันจัดจ้าน ต้นแปะก๊วยจะมีใบไม้สีเหลือง – แดง สวยสะดุดตาในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีประมาณปลายพฤศจิกายน – ต้นเดือนธันวาคม ที่นี่ยังเป็นที่จัดงานตลาดนัดขายของเก่าที่เรียกว่า “Yoyogi Park Flea Market” ซึ่งจะจัดในวันอาทิตย์ประมาณเดือนละครั้ง และ Earth Day Market ซึ่งจะเป็นตลาดนัดขายอาหาร สินค้าออร์แกนิค และงานฝีมือ นอกจากนี้ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เคยเป็นจุดที่เครื่องบินขึ้นครั้งแรกในญี่ปุ่น และทหารอเมริกาเคยมาตั้งค่าย หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และจะใช้เป็นพื้นที่สำหรับงาน Tokyo Olympics ในปี 2020 ที่จะมาถึงนี้ด้วย

12. สวนชิโดริกาฟูชิ (Chidorigafuchi Park)

“สวนชิโดริกาฟูชิ” ตั้งอยู่ในเขตชิโยดะ อีกจุดชมซากุระในเมืองโตเกียวที่สวยงามไม่น้อยหน้าที่อื่นๆ เป็นหนึ่งในสวนที่อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของพระราชวังอิมพีเรียล และอยู่ติดกับสวนคิตะโนมารุ สวนจิโดริงะฟูจิอยู่ตรงกลางระหว่างทางระบายน้ำเก่าแก่ของเมืองโตเกียวนั่นก็คือ “ชิโดริกาฟูชิ” กับ “ฮันโซ” สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคเอโดะ โดยจะมีทางเดินเรียบทางระบายน้ำ และมีอุโมงค์ซากุระยาวประมาณ 700 เมตร ที่นี่มีต้นซากุระอยู่ทั้งหมด 1,000 ต้น เป็นสายพันธุ์โซเมอิโยชิโนะและพันธุ์โอชิมะ ซึ่งในแต่ละปีจะมีคนจากทั่วประเทศญี่ปุ่นมาชมซากุระที่สวนแห่งนี้มากนับล้านคน ในช่วงกลางคืนของฤดูชมซากุระ “Chiyoda no Sakura Matsuri” จะมีการประดับไฟที่ต้นซากุระสวยงามทั้งกลางวันยันกลางคืนเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีให้เรือให้เช่า พายชมบรรยากาศรอบๆ พร้อมกับชมความสวยงามของซากุระ อิ่มอกอิ่มใจกันสุดๆ ไปเลย

13. สวนเซนโคจิ (Senkoji Park)

“สวนเซนโคจิ” สวนสวยบนยอดเขาเซนโคจิในเมืองโอโนมิจิ จังหวัดฮิโรชิม่า ความสูงของภูเขานั้นประมาณ 140 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีหอคอยให้ชมวิวทิวทัศน์ในมุมสูงได้ไกลสุดสายตา ชมเกาะน้อยใหญ่ของทะเลเซโตะ บรรยากาศของเมืองด้านล่าง เห็นโค้งน้ำของแม่น้ำโอโนะ และชมดอกซากุระที่กระจายอยู่ตามเทือกเขา สามารถเลือกการเดินทางขึ้นไปบนสวนสาธารณะได้หลายทาง จะนั่งกระเช้า นั่งแท็กซี่ หรือจะเดินขึ้นเขาก็เลือกได้ตามความต้องการ เมืองโอโนมิจิเต็มไปด้วยเสน่ห์มากมายไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้า วัด สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมถึง “ชิมานามิไคโด” เส้นทางปั่นจักรยานเชื่อมเกาะต่างๆ ที่นักปั่นจากทั่วโลกอยากมาลองปั่นไปบนเส้นทางเหนือทะเลสายนี้ ด้านบนของสวนยังมี “วัดเซนโคจิ” วัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ให้ผู้มาเยือนได้กราบไหว้สักการะ มี “พิพิธภัณฑ์โอโนมิจิ” พิพิธภัณฑ์ทางวรรณคดี และมีสวนสนุกกรีนแลนด์ รวมทั้งมี ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านขายของที่ระลึกไว้คอยบริการอีกด้วย

14. สวนคุมากายะซากุระซึซึมิ (Kumagaya Sakura Tsutsumi)

“สวนคุมากายะซากุระซึซึมิ” จุดชมซากุระในจังหวัดไซตามะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอาราคาวาที่ทอดยาวผ่านเมืองคุมากายะ มีต้นซากุระกว่า 500 ต้นเรียงรายตลอดระยะทาง 2 กิโลเมตร เป็นสถานที่ชมซากุระที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยเอโดะหรือเมื่อประมาณ 400 ปีก่อน และในปีค.ศ. 1990 ได้ถูกเลือกให้เป็น “สถานที่แห่งซากุระอันมีชื่อ 100 แห่ง” ในช่วงต้นเดือนเมษายนจะมีการจัดเทศกาลซากุระ มีร้านแผงลอยขายอาหารให้ได้เลือกอิ่มอร่อย นอกจากนี้ก็ยังมีทุ่งดอกนาโนะฮานะ หรือดอกเรปซีด สีเหลืองตัดกับสีชมพูของดอกซากุระ เป็นภาพแสนงดงามราวกับหลุดเข้าไปในภาพโปสการ์ดนั่นเลย

15. สวนพฤกษศาสตร์โคอิชิคาวะ (Koishikawa Botanical Gardens)

ปิดท้ายเทศกาลชมซากุระที่ “สวนพฤกษศาสตร์โคอิชิคาวะ” ที่มีชื่อทางการว่า “สวนพฤกษชาติวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว” เป็นสวนพฤกษศาสตร์เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นตั้งแต่มีค.ศ. 1684 ถูกใช้เป็นสวนสมุนไพรในสมัยของโชกุนรุ่นที่ 8 โทคุกาวะ โยชิมูเนะ (ปีค.ศ. 1646 – 1709) จนถึงปัจจุบัน เป็นแหล่งค้นคว้า วิจัยเกี่ยวกับพฤกษศาสตร์ มีพันธุ์ไม้ประมาณ 700,000 ชนิดในอาคารหลัก และมีหนังสือประมาณ 20,000 เล่มเกี่ยวกับพืช เพื่อนักวิจัยได้ศึกษา มีเรือนกระจกสำหรับเพาะปลูกพืช ภายในเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์ชิบาตะที่อธิบายประวัติความเป็นมาของสวน มีความสวยงามตลอดทั้งปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่ต้นซากุระพร้อมใจกันบานต้อนรับแขกผู้มาเยือน ด้วยความที่สวนแห่งนี้ต้องเสียค่าเข้าชม ผู้คนจึงไม่เบียดเสียดเหมือนเช่นที่อื่นๆ เหมาะสำหรับผู้ที่รักความสงบยิ่งนัก

สามารถเช็คพยากรณ์ซากุระได้ที่: jrailpass.com

เทศกาลฮานามิในญี่ปุ่นมีระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 2-3 เดือนเท่านั้น ดังนั้นห้ามชะล่าใจ ทำตัวชิลๆ ไปวันๆ จัดแจงเช็คช่วงเวลาที่พยากรณ์ซากุระกับช่วงเวลาที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่นให้เรียบร้อย เพราะว่าซากุระของบางที่จะบานแค่ไม่กี่วันเท่านั้น หากไปช้าก็อาจจะอดดู จากนั้นลงมือจองตั๋วเครื่องบินโดยพลัน ชักช้าซากุระร่วงหมดต้นไม่รู้ด้วย              สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

เที่ยวโตเกียวอย่าพลาดอีเวนต์ “พิคาชูโต้คลื่นขนาดยักษ์” อร่อยกับเมนูสตรอว์เบอร์รี ตบท้ายด้วยไฟประดับสุดโรแมนติก

เที่ยวญี่ปุ่นย่านโตเกียว อย่าพลาดแวะมาถ่ายรูปและสนุกกับอีเวนต์ “พิคาชูโต้คลื่นขนาดยักษ์” ต่อด้วยอร่อยจุใจกับเมนูสตรอว์เบอร์รีในงาน LaLaport TOKYO-BAY STRAWBERRY FAIR และตบท้ายด้วยชมไฟประดับสุดโรแมนติก Makuhari New City Illumination 2019/2020

“พิคาชูโต้คลื่นขนาดยักษ์! ปรากฏตัวที่ LaLaport TOKYO-BAYแห่งเดียวเท่านั้น!”

 

“LaLaport TOKYO-BAY มิตซึอิ ช้อปปิ้งพาร์ค” บริหารโดยบริษัท MitsuiFudosan Retail Management จำกัด (ที่ตั้ง เขตชูโอ กรุงโตเกียว, ประธานกรรมการบริหาร นายทาเคฮิสะ อาโอยางิ) จะติดตั้งอนุสาวรีย์”พิคาชูโต้คลื่นขนาดยักษ์!” ความสูงประมาณ 4 เมตร ซึ่งจะพบได้ที่ LaLaport TOKYO-BAY เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ในวันเสาร์ที่ 25 มกราคม 2020 ที่ลานนาฬิกา และมุ่งดำเนินกิจกรรมที่จะสร้างความเพลิดเพลินให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาเยือนประเทศญี่ปุ่นด้วย

และเพื่อเป็นการฉลองการปรากฏตัวของอนุสาวรีย์”พิคาชูโต้คลื่นขนาดยักษ์!” จะมีการจัดอีเวนต์พิเศษของพิคาชู เช่น พาเหรดพิคาชู 10 ตัว และแสตมป์แรลลี่ เป็นต้น นอกจากนี้ ภายในอาคารยังมี “Pokémon Center TOKYO-BAY”

ร้านโปเกมอนอย่างเป็นทางการที่สามารถเพลิดเพลินกับการซื้อสินค้าออริจินอลที่หลากหลายได้อีกด้วย
ขอเชิญท่านมาหา “พิคาชูโต้คลื่นขนาดยักษ์!” ที่จะพบได้ที่ LaLaport TOKYO-BAY แห่งเดียวเท่านั้น กรุณาดูรายละเอียดที่เว็บไซต์เฉพาะกิจ (mitsui-shopping-park.com)

*โปรดทราบว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงวันติดตั้งอนุสาวรีย์ “พิคาชูโต้คลื่นขนาดยักษ์!”
เนื่องจากสภาพอากาศหรืออื่น ๆ *ภาพเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น
*โปรดทราบว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเนื้อหาที่แสดงโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า
*ภาพเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น

จุใจกับเมนูสตรอว์เบอร์รี ฟินรับลมหนาวที่งาน LaLaport TOKYO-BAY STRAWBERRY FAIR

Mitsui Shopping Park LaLaport TOKYO-BAY จัดงาน STRAWBERRY FAIR ขนเมนูสตรอว์เบอร์รีสดๆ รับฤดูหนาวมาให้ทุกท่านลิ้มลองมากมาย ณ ร้านอาหารและคาเฟ่ชั้นนำภายในห้างสรรพสินค้า ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม ถึง 11 มีนาคม 2563

ร้านอาหารและคาเฟ่ต่างๆ ได้ออกแบบเมนูสุดพิเศษเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ เช่น แพนเค้กสตรอว์เบอร์รีราดเมเปิ้ลไซรัป จากร้าน KUA`AINA ชั้น 3 อาคารฝั่งทิศใต้ คุณจะได้อร่อยกับแพนเค้กนุ่มอันเป็นเอกลักษณ์ของ KUA`AINA และสตรอว์เบอร์รีสดชื่นใจในราคารวมภาษีแล้วเพียง 846 เยน (จานเดียว) และยังมีวาฟเฟิลเบอร์รี สตรอว์เบอร์รีและบานาน่าจากร้าน motherleaf ชั้น 1 ฝั่งทิศเหนือ ที่หวานมันด้วยครีมและกล้วยกลมกล่อม ตบด้วยรสเปรี้ยวของซอสเบอร์รี และความหอมของซอสถั่วพิสตาชิโอ ในราคาเพียง 1090 เยน รวมภาษีแล้ว

สำหรับเมนูเค้กก็มีให้เลือกมากมาย อาทิ แรร์ชีสเค้กสตรอว์เบอร์รี จากร้าน Yomenya Goemon ชั้น 2 อาคารฝั่งทิศเหนือ แรร์ชีสเค้กรสออกเปรี้ยวเนื้อเนียนนุ่มละลายในปาก ท็อปปิ้งด้วยสตรอว์เบอร์รีสดแบบจัดเต็ม ผสมผสานรสชาติหอมสดชื่นเข้ากันอย่างลงตัว ด้วยราคารวมภาษีแล้วเพียง 440 เยน นอกจากนี้ ยังมีเมนูไอศกรีมหวานเย็น เช่น พาเฟ่ต์ซอฟท์ครีมสตรอว์เบอร์รี จากร้าน Mother Farm CAFÉ & SOFTCREAM ชั้น 1 ฝั่งทิศเหนือ อัดแน่นด้วยสตรอว์เบอร์รีสดจัดเรียงอย่างสวยงามราวกับดอกไม้ช่อโต กลมกล่อมเข้ากันกับซอสสตรอว์เบอร์รีสูตรลับจากทางร้าน

เมนูที่ยกมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ท่านสามารถเดินทางมาลิ้มลองเมนูแสนอร่อยอื่นๆ อีกมากมายได้ที่ Mitsui Shopping Park LaLaport TOKYO-BAY โดยขึ้นรถไฟ JR มาลงที่สถานี Minami-Funabashi และเดินต่อราว 5 นาที หรือนั่งรถไฟสาย Keisei ลงสถานี Funabashikeibajo และเดินต่อราว 10 นาที

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับห้างสรรพสินค้าได้ที่ mitsui-shopping-park.com

ชมแสงไฟอิลลูมิเนชันผสมผสานศิลปะกระจกสุดโรแมนติก ณ Makuhari New City Illumination 2019/2020

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึง 26 มกราคม 2563 ณ ประตูทางออกฝั่งเหนือและใต้ สถานี Kaihimmakuhari ใกล้ห้างสรรพสินค้า MITSUI OUTLET PARK MAKUHARI จังหวัดจิบะ ได้จัดงานแสดงแสงไฟประดับสุดตระการตาในชื่อ Makuhari New City Illumination 2019/2020 ให้ทุกท่านชมและถ่ายรูปอย่างจุใจตั้งแต่เวลา 17:00-23:00 น. โดยนิทรรศการในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากศิลปินมากฝีมืออย่าง “MIRROR BOWLER” มาออกแบบศิลปะไฟประดับภายใต้แนวคิดการผสมผสานแสงไฟเข้ากับศิลปะกระจกสะท้อนแสงหลากสี เป็นภาพที่งดงามแปลกตาราวกับอยู่ในกล้องสลับลาย

 

นอกจากนี้ ที่ MITSUI OUTLET PARK MAKUHARI ได้จัดงานไฟประดับอิลลูมิเนชันเช่นกัน โดยในปีนี้ได้ปรับแต่งนิทรรศการให้งดงามกว่าเดิม คุณจะได้พบกับท้องฟ้าประดับแสงดาวที่จะย้อมค่ำคืนมืดมิดให้สว่างไสว และจุดถ่ายรูปปีกนกสุดเก๋ รับรองว่าคุณจะได้ภาพสวยไม่เหมือนใคร โดยจะเปิดไฟตั้งแต่เวลา 16:00-22:00 น.

ท่านสามารถเดินทางมาชมนิทรรศการทั้งสองงานได้โดยนั่งรถไฟ JR สาย Keiyo มาลงที่สถานี Kaihimmakuhari และหากต้องการไป MITSUI OUTLET PARK MAKUHARI ให้ออกประตูฝั่งใต้ และเดินต่อเพียง 2 นาที

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับห้างสรรพสินค้าที่ mitsui-shopping-park.comและข้อมูลเกี่ยวกับ Makuhari New City Illumination 2019/2020 ที่ makuhari-    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

สถานี Takanawa Gateway เปิดให้บริการ เพิ่มความสะดวกในการเดินทางให้เมืองโตเกียว

เป็นอีกหนึ่งอิเวนต์ที่ชาวโตเกียวและคนรักรถไฟรอคอยเลยนะคะ กับการเปิดให้บริการสถานีใหม่ล่าสุดของรถไฟสาย JR Yamanote และ Keihin Tohoku Line ในชื่อ “สถานี Takanawa Gateway” (高輪ゲートウェイ駅) ที่เปิดให้บริการไปแล้วในวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ถึงแม้ในวันเปิดให้บริการจะไม่มีการจัดพิธีเปิดแต่อย่างใด เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ แต่ก็มีประชาชนในพื้นที่และเหล่าแฟนคลับคนรักรถไฟมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง เพื่อจะมาเก็บภาพวันแห่งประวัติศาสตร์ในการเปิดสถานีใหม่แห่งนี้

 

ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 14 ตรงบริเวณตู้จำหน่ายตั๋วของสถานี Takanawa Gateway คราคร่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่ต่างต้องการซื้อตั๋วรถไฟที่มีวันที่เปิดให้บริการของสถานีพิมพ์อยู่บนตั๋วเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก จนเกิดเป็นแถวยาวสุดลูกหูลูกตา ว่ากันว่าต้องรอกันนานกว่า 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว สาเหตุที่ทำให้แฟนคลับคนรักรถไฟให้ความสนใจต่อการเปิดให้บริการของสถานีใหม่แห่งนี้นั้น ไม่ใช่แค่เพราะตื่นเต้นที่จะมีสถานีใหม่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่สถานีแห่งนี้ถือเป็นสถานีที่เพิ่มขึ้นมาเป็นครั้งแรกในรอบเกือบครึ่งศตวรรษของรถไฟสาย JR Yamanote อีกด้วย

 

 

อีกหนึ่งไฮไลต์ของสถานีใหม่แห่งนี้ก็คือ ดีไซน์การออกแบบที่สวยร่วมสมัย ตัวหลังคาและเพดานของสถานี เลือกใช้ไม้จาก 3 จังหวัดซึ่งประสบภัยพิบัติสึนามิครั้งใหญ่ในปี 2011 คือ ฟุกุชิมะ มิยางิ และอิวาเตะ โดยหลายเสียงให้ความเห็นว่า การออกแบบที่ใช้หลังคาทำจากไม้แบบนี้ ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและดูแล้วสบายตา เป็นดีไซน์ที่แปลกตาไปจากสถานีสาย Yamanote สถานีอื่น ๆ

สถานี Takanawa Gateway นอกจากจะถือกำเนิดขึ้นเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางด้วยรถไฟของชาวโตเกียวแล้ว ที่สถานีแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำยุค ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อแบบไร้คน หรือหุ่นยนต์ที่ให้บริการแนะนำจุดให้บริการต่าง ๆ ในสถานี ถือเป็นสถานีรถไฟแห่งใหม่ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งอนาคตของชาวโตเกียวเลยก็ว่าได้นะคะ    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ไปประเทศเกาะทั้งที ไปเที่ยวทะเลญี่ปุ่นที่คาชิวะซากิ จังหวัดนีงาตะกัน!

นีงาตะ จังหวัดในภูมิภาคจูบุที่มีชื่อเสียงเรื่องสกีรีสอร์ต ออนเซ็น และข้าวที่อร่อยอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่านีงาตะเองก็เป็นจังหวัดที่มีทะเลสวยติดอันดับ 100 ชายหาดของญี่ปุ่นเช่นกัน บทความนี้จะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับเมืองคาชิวะซากิ (柏崎市) ในฐานะเมืองแห่งทะเลของจังหวัดนีงาตะกันค่ะ

เมืองคาชิวะซากิเป็นเมืองแบบไหน?

เมืองคาชิวะซากิเป็นเมืองเล็กๆ เงียบสงบที่ตั้งอยู่ติดทะเลญี่ปุ่น ในอดีตเป็นเมืองท่าสำหรับเรือและผู้คนที่เดินทางมาจากทางเหนือของญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลและธรรมชาติที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นภูเขาที่ยังคงมีวิวธรรมชาติสวยงามไม่ต่างจากญี่ปุ่นยุคโบราณ และทะเลที่ใสสะอาดจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นทะเลบนเกาะฮอนชู โดยในเมืองคาชิวะซากิมีชายหาดให้ว่ายน้ำเล่นได้มากถึง 15 แห่งด้วยกัน

 

มาถึงคาชิวะซากิต้องลองอาหารทะเลแบบไหนบ้าง?

ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองติดทะเลแล้ว เมืองคาชิวะซากิเป็นเมืองที่มีอาหารทะเลให้เลือกมากมายจนเลือกไม่ถูก แต่ที่พลาดไม่ได้คือ “ไทชาสึเกะ (鯛茶漬け)” อาหารขึ้นชื่อของเมืองคาชิวะซากิที่ได้รับรางวัลในงานประกวดอาหารดงบุริระดับประเทศของญี่ปุ่นเป็นประจำทุกปี

ไทชาสึเกะเป็นอาหารประเภทโอะชาสึเกะที่ทั่วไปมีส่วนประกอบคือข้าวสวย และมีเนื้อ ผัก หรือเครื่องเคียงอื่นๆ จัดวางบนข้าวอย่างสวยงามก่อนจะราดน้ำชาหรือน้ำซุปร้อนๆ ลงไป เป็นเมนูเรียบง่ายของญี่ปุ่นที่จัดเป็น Comfort Food และเป็นเมนูหนึ่งที่ให้ผู้ชิมได้ลิ้มรสวัตถุดิบอย่างเน้นๆ โดยในไทชาสึเกะของเมืองคาชิวะซากิจะใช้วัตถุดิบจากทะเลและปลาไท ปลาชนิดหนึ่งของญี่ปุ่นที่มีความหมายเป็นมงคลและมีรสชาติอร่อยขึ้นชื่อ ในเมืองคาชิวะซากิมีร้านที่เสิร์ฟไทชาสึเกะหลากสูตรให้เลือกชิมเพื่อหาไทชาสึเกะอันดับหนึ่งในใจเราได้

 

นอกจากไทชาสึเกะแล้ว เรายังสามารถมองหาเมนูอาหารทะเลน่าลองได้ที่ตลาดปลาเทระโดมาริ (寺泊魚の市場通り) ตลาดที่มีปลาสดใหม่ให้เราสนุกกับการเลือกซื้อและชิมวัตถุดิบจากทะเลญี่ปุ่นได้แบบ Local สุดๆ

 

อยากสัมผัสทะเลญี่ปุ่นต้องไปที่ไหนในคาชิวะซากิ?

แต่มาถึงเมืองติดทะเลทั้งที่ก็ต้องมาชมวิวและเล่นทะเลด้วยถึงจะครบรส และถ้าพูดถึงชายหาดในเมืองแล้วก็ต้องคุจิระนามิ (鯨波) ชายหาดที่ติดอันดับ 100 ชายหาดของญี่ปุ่น ด้วยความใสสะอาดของน้ำทะเลที่มีสีฟ้ามรกตไม่แพ้ทะเลโอกินาว่า และพื้นที่ชายหาดที่กว้างทำให้เล่นกิจกรรมทางน้ำได้หลากหลาย หาดคุจิระนามิจึงเป็นหนึ่งในหาดที่เหมาะแก่การสัมผัสเสน่ห์ของทะเลญี่ปุ่นอย่างเต็มที่

 

 

และถ้าอยากหลบไปเล่นทะเลเงียบๆ ในที่ที่คนไม่เยอะ เมืองคาชิวะซากิก็มีหาดนิชิคุจิระนามิ (西鯨波) ที่อยู่ถัดไปเล็กน้อยจากชุมชนให้เล่นน้ำและพักผ่อนกับบรรยากาศของทะเลได้อย่างสบายๆ ที่สำคัญ หาดคุจิระนามิทั้งสองแห่งยังเป็นหาดที่มีสต๊าฟและอุปกรณ์ช่วยชีวิตอย่างครบครันเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเล่นน้ำทะเลได้อย่างปลอดภัยหายห่วง

พักที่ไหนดีถึงจะสนุกกับทะเลญี่ปุ่นได้เต็มที่?

สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากสนุกกับทริปทะเลญี่ปุ่นที่นีงาตะได้อย่าง Local เรียวกัง Odakeya (小竹屋旅館) คือที่พักหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ได้ ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้กับหาดคุจิระนามิ ห้องพักสไตล์ญี่ปุ่นที่มีโอเชี่ยนวิว และบริการกิจกรรมทางทะเลอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นบริการระเบียงให้ปิ้ง BBQ ริมหาด บริการให้เช่าเรือพาย สน็อกเกิ้ล และอื่นๆ อีกมากมายที่จะทำให้ทริปทะเลญี่ปุ่นสนุกอย่างครบรส

โดยรูปทะเลญี่ปุ่นที่ใสจนเห็นพื้นทะเลข้างล่างนี้ก็เป็นภาพถ่ายจากเรียวกัง Odakeya นั่นเอง ซึ่งเป็นภาพทะเลหาดคุจิระนามิที่เดินทางไปได้ง่ายๆ จากเรียวกังแห่งนี้ ทันทีที่ทางเรียวกังได้ทวีตภาพนี้ลงใน Twitter ชาวเน็ตคนญี่ปุ่นก็ได้เข้ามารีทวีตและแชร์ภาพนี้กันอย่างล้นหลามด้วยความทึ่งในภาพทะเลที่ใสและสวยงามจนไม่คิดว่าเป็นทะเลญี่ปุ่น นับเป็นเสน่ห์ของทะเลญี่ปุ่นที่ Unseen แม้แต่ในบรรดาคนญี่ปุ่นด้วยกัน

 

รายละเอียดเรียวกัง Odakeya
ที่อยู่: 2 Chome-3-6 Kujiranami, Kashiwazaki, Niigata 945-0855, Japan
ติดต่อจองที่พัก: +81 257-23-6450
Website: odakeya.com
Twitter: @odakeya
Instagram: odakeya_ryokan

แม้การเที่ยวทะเลจะไม่ค่อยอยู่ในแพลนของทริปญี่ปุ่นเท่าไหร่นัก แต่สำหรับญี่ปุ่นที่เป็นประเทศเกาะแล้ว การได้มาเที่ยวทะเลญี่ปุ่นและอิ่มอร่อยกับอาหารทะเลในท้องถิ่นก็เป็นอีกวิธีสนุกกับญี่ปุ่นไปอีกแบบค่ะ  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย